ต้นหอมญี่ปุ่น

ต้นหอมญี่ปุ่น (Bunching Onion) นิยมบริโภคเฉพาะตรงส่วนลำต้นที่เกิดจากกาบใบสีขาวซ้อนๆ กัน ส่วนตรงใบที่มีลักษณะเป็นหลอดจะไม่นิยมนำมาทำอาหาร ต้นหอมญี่ปุ่นมีรสหวานให้โปรตีนสูง อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแมกนีเซียมรวมถึงวิตามินเอ วิตามินซีและวิตามินเคช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต นอกจากนี้ยังมีสารกระตุ้นต่อมน้ำตาเหมือนต้นหอมของไทยด้วย

ต้นหอมญี่ปุ่น (Japanese Bunching Onion)
ต้นหอมญี่ปุ่น (Bunching Onion)

ต้นหอมญี่ปุ่น นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารญี่ปุ่นเกือบทุกชนิด ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะนำมาเป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติของอาหาร ไม่ว่าจะผสมในซุป หรือซอสที่ใช้รับประทาน รวมถึงการนำมาใส่ในสุกี้ยากี้ และเนื้อย่างประเภทต่างๆ อีกด้วย

ต้นหอมญี่ปุ่น (Japanese Bunching Onion)

ต้นหอมญี่ปุ่น มีลักษณะแตกต่างจากต้นหอมไทยตรงที่มีขนาดใหญ่กว่า ตรงโคนต้นจะไม่ป่องออกเป็นกระเปราะเหมือนหอมไทย ต้นหอมญี่ปุ่นจะมีลักษณะที่คล้ายกับต้นหอมฝรั่ง หรือที่เรียกอีกชื่อนึงว่า กระเทียมต้น (Leek) แต่ถือเป็นผักคนละชนิดกัน โดยต้นหอมฝรั่งจะเรียกว่า รีคิ (Riiki) ส่วนต้นหอมญี่ปุ่นจะเรียกว่า เนกิ (Negi) โดยมีข้อสังเกตุระหว่างต้นหอมฝรั่ง กับต้นหอมญี่ปุ่นดังนี้

  1. ใบของต้นหอมญี่ปุ่นจะเป็นหลอดกลวง เนื้อละเอียดในขณะที่ใบของต้นหอมฝรั่งจะแบนและหยาบกว่า
  2. ต้นหอมญี่ปุ่นจะมีกลิ่นหอม และรสหวาน ส่วนต้นหอมฝรั่งจะมีกลิ่นฉุนกว่า

ต้นหอมญี่ปุ่นเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ปัจจุบันรู้จักแพร่หลายทั่วโลก เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและการแยกกอ ที่สำคัญจะต้องได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ดินมีการระบายน้ำได้ดี ในประเทศไทยนิยมปลูกต้นหอมญี่ปุ่นในพื้นที่ จังหวัดเลย, เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน เป็นต้น